Mack Snow
Mack Snow คือมอร์ฟตุ๊กแกเสือดาวแบบ Incomplete Dominant สายแรกที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ถูกพัฒนาโดย John และ Amy Mack ในปี 2004 ลักษณะเด่นคือลำตัวสีขาวขุ่นมีลายดำตัดชัด และลดปริมาณสีเหลืองลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อตุ๊กแกได้รับยีนสองชุด (homozygous) จะแสดงลักษณะ Super Snow ซึ่งเป็นสีขาวล้วนหรือขาวมีลายดำเกือบทั้งตัว นับเป็นสาย Snow ที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน[1]

ข้อมูลหลัก
- การถ่ายทอด
- Incomplete Dominant
- ยีนที่เกี่ยวข้อง
- ยังไม่มีข้อมูลยีนยืนยัน
- พบครั้งแรก
- John & Amy Mack, 2004
Mack Snow คืออะไร
Mack Snow คือมอร์ฟตุ๊กแกเสือดาวแบบ Incomplete Dominant หมายความว่าตุ๊กแกที่ได้รับยีนชุดเดียวจะแสดงลักษณะที่แตกต่างจาก Normal ได้ชัดเจน โดยลำตัวจะมีสีขาวขุ่นหรือขาวเทา ลายดำตัดชัด และปริมาณสีเหลืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ[1] ลักษณะนี้ทำให้ Mack Snow แตกต่างจากมอร์ฟที่ลดสีเหลืองแบบ Line-bred เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดจากยีนเดี่ยวที่มีผลชัดเจนแม้ในสถานะ heterozygous ชื่อ Mack มาจากผู้พัฒนาคือ John และ Amy Mack ที่เป็นนักเพาะพันธุ์ตุ๊กแกเสือดาวในสหรัฐอเมริกา[1]
ประวัติและการค้นพบ
John และ Amy Mack ผลิต Mack Snow ได้สำเร็จในปี 2004 ซึ่งเป็นช่วงที่วงการตุ๊กแกเสือดาวกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว[1] การค้นพบ Mack Snow ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญเพราะเป็นมอร์ฟ Snow ที่พิสูจน์ได้ว่าถ่ายทอดตามกฎ Mendelian แบบ Incomplete Dominant ทำให้นักเพาะพันธุ์สามารถวางแผนผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ ต่างจากสาย Snow แบบ Line-bred ที่ต้องอาศัยการคัดเลือกหลายชั่วรุ่น[1] ความสำเร็จของ Mack Snow ทำให้นักเพาะพันธุ์รายอื่นเริ่มพัฒนาสาย Snow ของตนเองขึ้นมาในเวลาต่อมา เช่น TUG Snow และ Gem Snow
พันธุกรรมและ Super Snow
Mack Snow ทำงานแบบ Incomplete Dominant หรือที่บางครั้งเรียกว่า Codominant เมื่อผสม Mack Snow (NS) กับ Mack Snow (NS) จะได้ผลลัพธ์แบบ 25:50:25 คือ Normal (NN) 25%, Mack Snow (NS) 50% และ Super Snow (SS) 25%[1] ตุ๊กแกที่เป็น Super Snow (SS) คือ homozygous สำหรับยีน Mack Snow และมีลักษณะที่เข้มข้นกว่า Mack Snow อย่างเห็นได้ชัด โดย Super Snow มักมีสีขาวล้วนหรือขาวสะอาดมาก ลายดำเด่นชัด และลดสีเหลืองลงจนแทบไม่เหลือ[1] การผสม Normal (NN) กับ Mack Snow (NS) จะได้ Normal และ Mack Snow อย่างละ 50% โดยไม่มี Super Snow เลย เป็นรูปแบบที่แสดงให้เห็นชัดว่านี่คือ Incomplete Dominant ไม่ใช่ Recessive[4]
จุดสังเกตและการระบุ Mack Snow
ความแตกต่างจาก Snow สายอื่น
Mack Snow, TUG Snow และ Gem Snow ต่างเป็นมอร์ฟ Snow ที่ถ่ายทอดแบบ Mendelian แต่ที่สำคัญคือแต่ละสายอยู่คนละ locus กัน ไม่ใช่อัลลีลเดียวกัน[1] การผสม Mack Snow กับ TUG Snow จะไม่ได้ Super Snow ทางพันธุกรรมที่แท้จริง แต่จะได้ตุ๊กแกที่มียีน Mack Snow หนึ่งชุดและยีน TUG Snow หนึ่งชุด ซึ่งมักแสดงลักษณะที่คล้าย Super Snow ทางภาพ (phenotypic Super Snow) แต่พันธุกรรมยัง heterozygous ที่ทั้งสอง locus[2] ส่วน Line-bred Snow (LBS) นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ใช่การถ่ายทอดจากยีนเดี่ยว แต่เป็นผลจากการคัดเลือกยีนกลุ่มใหญ่หลายชั่วรุ่น[3]
บทบาทในคอมโบ
Mack Snow เป็นยีนพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโปรเจกต์คอมโบ เพราะการลดสีเหลืองของ Mack Snow ช่วยให้มอร์ฟอื่นที่มีสีขาวหรือเทาโดดเด่นขึ้น เช่น การรวมกับ Albino จะได้ตุ๊กแกสีขาว-ส้มอ่อนที่ขาวกว่า Albino ธรรมดา การรวมกับ Blizzard ช่วยเสริมความขาวของ Blizzard และการรวมกับ Eclipse ใน Super Snow Eclipse ทำให้ได้ตุ๊กแกตาดำล้วนพื้นขาวสะอาดที่นักสะสมนิยมมาก[1] Super Snow ยังเป็นฐานที่นิยมนำไปต่อยอดกับ Tremper Albino, Rainwater Albino และ Bell Albino เพื่อให้ได้คอมโบสีขาวเข้มข้น[4]
คอมโบที่พบบ่อย
Super Snow Eclipse
Mack Snow Tremper Albino
Mack Snow Blizzard
Super Snow Mack Albino
มอร์ฟที่ใกล้เคียง
TUG Snow
Gem Snow
LBS Snow
คำถามที่พบบ่อย
Mack Snow กับ Super Snow ต่างกันอย่างไร?
Mack Snow คือ heterozygous (NS) มีสีขาวขุ่น ลดเหลือง ส่วน Super Snow คือ homozygous (SS) มีสีขาวสะอาดหรือขาวล้วนมากกว่า ลายดำเด่นชัดกว่า และลดสีเหลืองลงจนเกือบไม่เหลือ[1]
ผสม Mack Snow x Mack Snow ได้อะไรบ้าง?
ได้ผลลัพธ์ในอัตราส่วน 25% Normal, 50% Mack Snow และ 25% Super Snow ตามกฎ Incomplete Dominant คู่เดียวกัน[1]
ผสม Mack Snow กับ TUG Snow แล้วได้ Super Snow ไหม?
ได้ตุ๊กแกที่ดูคล้าย Super Snow ทางภาพ แต่ทางพันธุกรรมตุ๊กแกนั้น het ที่ทั้ง Mack Snow locus และ TUG Snow locus ไม่ใช่ SS ที่แท้จริง ลูกรุ่นต่อไปจากตัวนั้นจึงให้ผลลัพธ์ต่างจากการผสมจาก Super Snow SS[2]
Mack Snow ถ่ายทอดแบบใด?
Incomplete Dominant หมายความว่าตุ๊กแก heterozygous แสดงลักษณะกึ่งกลางระหว่าง Normal และ Super Snow ไม่ใช่ Recessive ที่ต้องได้ยีนสองชุดจึงจะแสดง[1]